เวลาพูดภาษาอังกฤษแล้วมี อ่า … เอิ่ม … เนี่ย ผิดไหม?!?

conversation-799448_640

 

จำได้ว่าตอนเรียนภาษาอังกฤษ เวลาที่จะมีสอบพูดปากเปล่า (Oral test) เนี่ย ครูๆ ทั้งหลายเขาก็จะให้คะแนนเนื้อหาที่พูด และความคล่องแคล่ว … แต่หนึ่งในสิ่งที่ครูๆ จำนวนไม่น้อยใช้ในการ “ตัดคะแนน” ความคล่องแคล่วก็มักจะเป็นเวลาที่นักเรียนพูด อ่า เอ่อ เอิ่ม อะไรแบบนี้ … จนนักเรียนหลายๆ คนอาจจะนึกไปว่า ใครที่พูดติด อ่า เอ่อ เอิ่ม บ่อยๆ เนี่ย มันคือไม่เก่งอังกฤษใช่ไหมเนี่ย

เด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่พูดอังกฤษแล้วติดนิสัยพูด อ่า เอิ่ม เวลาที่จะนึกว่าต่อไปจะพูดอะไร เลยกล้าๆ กลัวๆ ที่จะพูด เพราะกลัวคนเขาจะคิดว่าพูดอังกฤษไม่เก่งแล้วจะกระแดะพูดทำไม อะไรแบบนี้ … ผมเลยอยากจะขอพูดถึงเรื่องนี้ซักหน่อยโดยเล่ามาจากประสบการณ์จริงที่เจอมากับตัวอ่ะนะ

ก่อนอื่น เข้าใจตรงกันก่อนนะว่า พูดอังกฤษไม่เก่ง แล้วเงียบไม่ยอมพูด มันก็จะยิ่งแย่ เพราะภาษาเป็นเรื่องของทักษะ ฉะนั้นถ้าไม่ใช้บ่อยๆ ความคล่องแคล่วมันย่อมจะไม่มี โอเคปะ

 

ทำไมต้องมี อ่า มี เอิ่ม?!?

คืองี้นะครับ … เวลาคนเราสนทนากัน หรือเวลาที่จะนำเสนองาน บรรยายอะไรซักอย่าง ต่อให้เป็นภาษาพ่อภาษาแม่เราก็ตาม มันก็ต้องมีจังหวะที่เราจะต้องนึกว่าเราจะพูดอะไรต่อ ซึ่งระยะเวลานั้นมันสั้นเอามากๆ อาจจะไม่ถึงวินาทีด้วยซ้ำไป แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา หากเราเตรียมตัวมาดี สิ่งที่จะพูดต่อไปคืออะไรเรารู้ เราก็จะสามารถพูดได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด

แต่ถ้าเกิดว่าเราเกิดลืมสิ่งที่เตรียมตัวมาล่ะ?!? หรืออยู่ๆ บทสนทนากลับนำพาไปสู่สิ่งที่เราอาจจะไม่รู้ เราก็อาจจะต้องการเวลาคิดซักนิดนึงก่อนจะพูดใช่ป่ะ … ทีนี้หากจะนิ่งเงียบคิด มันก็ไม่ดี เดี๋ยวจะเกิด Dead air อ่ะ ฉะนั้นมันจึงเป็นที่มาของการอุทานนิดหน่อยว่า อ่า หรือ เอิ่ม เพื่อเป็นการหยุดจังหวะซักนิด เปิดโอกาสให้เรามีโอกาสได้คิดซักหน่อยก่อนที่จะพูดต่อนั่นเอง

จากประสบการณ์ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนานาชาติ ที่มีเพื่อนร่วมงานมาจากชาติต่างๆ มากว่า 7 ปี ผมบอกได้เลยว่า ไม่ว่าจะชาติไหนๆ แม้แต่อเมริกันชนหรือผู้ดีอังกฤษ ไม่ว่าจะตำแหน่งจิ๊บจ้อยหรือระดับใหญ่โตไฮโซ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดพูด อ่า เอิ่ม กันน่ะครับ ฉะนั้นหากเราจะพูดบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรนะ ขอบอกไว้ตรงนี้

เพียงแต่ หากบ่อยหรือไม่จนเกินไป มันอาจจะทำให้ผู้ฟังเขารำคาญได้เท่านั้นเอง

 

ถ้าจะไม่ อ่า ไม่ เอิ่ม แล้วมีตัวเลือกอื่นไหม?!?

มีครับ เพราะจริงๆ แล้ว มันก็คือการออกเสียงเพื่อหยุดบทสนทนาหรือการพูดไว้ เพื่อให้ได้เวลาในการคิด ฉะนั้นมันจะเป็นอะไรก็ได้ หลายๆ คนจึงหาคำอื่นมาแทนให้เคยชิน บางคนอาจจะหาไว้หลายคำ หรือเป็นวลีเลยก็ได้ เช่น ที่ผมเคยได้ยินบ่อยๆ ก็มี like แล้วก็จะหยุดแป๊บนึง (อันนี้ผมก็ใช้บ่อย) เช่น I think it’s not a good idea … like … that you don’t want to go to the meeting this afternoon. คือ จริงๆ แล้ว ไม่ต้องใส่ like เข้ามาก็ได้ แต่บางทีก็แบบ นึกไม่ทันว่าจะพูดอะไรต่อ ก็ใส่ไอ้นี่เข้ามาหน่อย อะไรแบบนี้

นอกจากนี้ก็มีวลีอีกหลายตัวที่บางคนชอบใช้กัน เช่น something like that (อะไรประมาณนั้น) หรือ you know what I mean (คุณรู้ใช่ปะ ว่าผมหมายความว่าไง) สองวลีนี้อาจจะไม่ได้ใช้บ่อยสุดๆ เพราะมันมีความหมายเฉพาะของมันเองอยู่ แต่ใช้ดีๆ มันก็ทำให้เนียนๆ กลมกลืนได้นะ

Leave a Reply