การแสดงความเป็นเจ้าของในภาษาอังกฤษ

He's mine

 

มานั่งอยู่ในร้านกาแฟของทรูพร้อมกับ MacBook Air เครื่องนึง พยายามนึกๆ ว่าจะเขียนอะไรดี ระหว่างที่รอไปทาน Burger King กับรุ่นพี่ที่นัดไว้ตอน 18:30 ก็ทำให้นึกถึงสิ่งที่ร่ำเรียนมาเมื่อสมัยประถมครับ …​ เรื่องของการแสดงความเป็นเจ้าของในภาษาอังกฤษครับ … ปกติเราก็จะเข้าใจว่า เวลาจะแสดงว่าอะไรเป็นของของเรา ในภาษาอังกฤษมันง่ายมาก ก็แค่ใส่ ‘s หรือ Apostrophe S เข้าไปต่อท้ายคำนาม แล้วตามด้วยสิ่งที่เป็นของของคำนามนั้นก็เป็นอันจบ เช่น Somcheng’s car รถของส้มเช้ง หรือ Somchai’s house บ้านของสมชาย เป็นต้น

แต่นั่นมันก็แค่ในกรณีของคำนามทั่วๆ ไป แต่ในความเป็นจริง หากคำนามมันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นล่ะ จะทำยังไง เช่น หากเป็นคำสรรพนามอย่าง I, he, she, it, we, you, they ล่ะ?!? แล้วมันมีข้อยกเว้นอื่นๆ อีกไหม (ขอตอบว่ามี) … ตอนนั้นครูภาษาอังกฤษของผม เขามีเทคนิคการสอนได้น่าสนใจดังนี้ครับ

 

หลวงพ่อ S แสดงความเป็นเจ้าของ

คุณครูสอนผมว่า เพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าของ คำนามจำเป็นต้องห้อยหลวงพ่อ S เอาไว้ครับ เพราะไม่งั้นผีจะหลอก (เรื่องแบบนี้หลอกเด็กได้ดีนักแหละ) ดังนั้น ในกรณีปกติทั่วๆ ไป เช่น Somcheng’s car เนี่ย จะเห็นว่าคำนามคือ Somcheng ก็จะห้อยหลวงพ่อ S เอาไว้แบบนี้ Somcheng‘s … ทันไหมครับ

Somchai‘s house     Andrew‘s room     John‘s bicycle     Jane‘s doll

ทั้งหมดที่ว่ามา ห้อยหลวงพ่อ S เอาไว้ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งสิ้น

 

แล้วถ้าคำนามมี S ลงท้ายอยู่แล้วล่ะ?!?

ทีนี้ หากคำนามนั้น มีตัว S ต่อท้ายล่ะ?!? ครูของผมสอนว่า นั่นแหละ หลวงพ่อ S ที่ติดกายมาแต่กำเนิด ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปหาหลวงพ่อ S มาห้อยอีกครับ ใส่แค่ Apostrophe ไว้เฉยๆ ก็พอ เช่น The Simpsons’ house บ้านของพวกตระกูลซิมป์สัน เป็นต้น … แต่ในความเป็นจริงนั้น ปรากฏกันในภายหลังว่า สำหรับคำนามที่ลงท้ายด้วย s แล้ว การจะใส่ ‘s ต่อท้าย หรือจะใส่แค่ ‘ ต่อท้ายเฉยๆ มันเป็นเรื่องของ Style การเขียนมากกว่า เช่น Associate Press หรือ APA นั้น เขาจะบอกว่าเมื่อคำนามลงท้ายด้วย s ก็ไม่ต้องใส่ ‘s ครับ ใส่แค่ ‘ เฉยๆ ก็พอ … แต่หากเป็น Fowler’s Modern English Usage ก็จะบอกว่า ใส่ๆ ไปเหอะ

 

การแสดงความเป็นเจ้าของ ของคำสรรพนาม

สิ่งทีต้องจำ ก็เห็นจะเป็นคำสรรพนาม I, he, she, it, we, you, they ครับ ที่เวลาแสดงความเป็นเจ้าของมันจะแตกต่างไปหน่อยครับ เพราะก่อนอื่นเลย เราจะไม่ใช้แค่การห้อยหลวงพ่อ S ให้เด็ดขาด คำสรรพนามพวกนี้มันมีความพิเศษ รูปร่างของมันจะต้องบอกได้ว่าเรากำลังหมายถึงใครอยู่ ฉะนั้น แทนที่จะห้อย ‘s เฉยๆ ไปเลย ภาษาอังกฤษเขาจะใช้การเปลี่ยนรูปร่างไปเลย ให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Possessive adjective ครับ

 

I -> My

He -> His

She -> Her

It -> Its

We -> Our

You -> Your

They -> Their

 

ที่เรียกว่า Possessive adjective ก็เพราะ มันเป็นคำคุณศัพท์ที่แสดงความเป็นเจ้าของของสรรพนามนั้นๆ มันจะต้องมีการต่อท้ายด้วยคำนามของสิ่งที่สรรพนามนั้นๆ เป็นเจ้าของไว้ด้วย เช่น My car รถของฉัน, Its tail หางของมัน, Their shoes รองเท้าของพวกเขา หรือ Your lover คนรักของคุณ เป็นต้น

แนวคิดของหลวงพ่อ S จะนำมาใช้ช่วยจดจำได้ ตอนที่เราจะแปลงจาก Possessive adjective ไปเป็น Possessive pronoun หรือ คำสรรพนามที่สามารถสื่อถึงความเป็นเจ้าของได้ในตัวของมันเองเลยแบบนี้ครับ

My -> Mine

His -> His

Her -> Hers

Its -> Its

Our -> Ours

Your -> Yours

Their -> Theirs

คุณครูของผมสอนว่า เมื่อมาถึงตอนที่ Possessive adjective พวกนี้จะต้องหาหลวงพ่อ S มาห้อย ก็เหลือหลวงพ่อ S แค่ 4 องค์แล้ว แต่คำสรรพนามมีตั้ง 7 ตัว แล้ว Her, Our, Your กับ Their นี่วิ่งไวกว่าเพื่อน สามารถมาคว้าเอาหลวงพ่อ S ไปได้ก่อน ก็เลยสบายแฮ ไม่ต้องกลัวผีหลอก … ส่วน His กับ Its นั้นก็ไร้กังวล เพราะตัวเองมีหลวงพ่อ S ประจำกายอยู่แล้ว เลยไม่ต้องกลัวจะโดนผีหลอก ก็เหลือแต่ My นี่แหละ ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยแปลงร่างเป็น Mine เพื่อหลบผีซะเลย โดยยังออกเสียงคล้าย My อยู่

เออ … ณ ตอนนั้นผมก็ใช้หลักการนี้แหละ ช่วยจดจำได้จริงๆ นะ

 

แล้วจริงๆ Possessive pronoun คืออะไร?!?

มันคือความขี้เกียจของฝรั่ง (ฮา) พวกนี้เขาไม่ชอบพูดอะไรซ้ำๆ ในประโยคเดียวกันเยอะๆ ครับ ฉะนั้นเขาจึงสร้าง Possessive pronoun ขึ้นมา เพื่อใช้ “ละ” คำนามบางอย่างเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ เวลาที่พูดถึงเรื่องการแสดงความเป็นเจ้าของ เช่นประโยคแบบนี้

 

This car is my car. รถคันนี้เป็นรถของผม

ฝรั่งมันก็รู้สึกว่า จะพูดคำว่า car ทำไมสองรอบ(วะ) ก็เลยเอา possessive pronoun อย่าง mine มาใช้แทนคำว่า my car ไปเลยไง

This car is mine. รถคันนี้เป็นของผม

 

เห็นป่ะ​ … ตั้งข้อสังเกตนะครับ คนไทยเราเองก็ขี้เกียจพูดซ้ำเหมือนกัน เพียงแต่เราไม่ได้เรื่องมากต้องไปสร้างสรรพนามการแสดงความเป็นเจ้าของขึ้นมา เพราะเราใช้คำว่า “ของผม” เหมือนเดิมได้เลย แต่เราก็ละคำที่ซ้ำออกไปในฐานะที่เข้าใจแทน

หรืออย่างประโยคเด็ดที่ได้ยินในการ์ตูนญี่ปุ่นบ่อยๆ เช่น

 

Don’t touch her! She is mine!!! อย่าแตะต้องเธอนะ! เธอเป็นของฉัน!!!

จริงๆ แล้วมันก็มาจาก

Don’t touch her! She is my woman!!! อย่าแตะต้องเธอนะ! เธอเป็นผู้หญิงของฉัน!!!

เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า Her หรือ Sher นี่หมายถึงผู้หญิงอยู่แล้ว​ ฉะนั้นจะเก็บคำว่า Women เอาไว้ทำไมล่ะ ละไว้ในฐานที่เข้าใจไปเลย แล้วไปใช้ Possessive pronoun แทน

 

This is all your things. ของทั้งหมดนี่เป็นของของคุณ

This is all yours. ของทั้งหมดนี่เป็นของคุณ

 

Leave a Reply