เรียน Tenses แบบไม่ Tensed (1) – รู้จัก 12 Tenses

Tenses

เรื่องนึงในภาษาอังกฤษที่ทำเอาคนเรียนเครียดกันเป็นแถวๆ ก็คือเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า Tenses ครับ แปลเป็นไทยตรงๆ ก็คือ กาล[เวลา] คือฝรั่งเนี่ยเขากลัวไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประโยคที่พูดอยู่มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เขาก็เลยต้องเปลี่ยนรูปประโยคเพื่อให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะ แต่มันเป็นอะไรที่คนไทยเขาไม่คุ้นเคยซักเท่าไหร่ พอเรียนเข้าจริงๆ เจอเข้าไป 12 Tenses ที่มีรูปประโยคแตกต่างกันเข้า ก็เกิดรู้สึก Tensed ที่แปลว่า ตึงเครียด ขึ้นมาแทน (ฮา) … แต่จริงๆ แล้ว ถ้าค่อยๆ ทำความเข้าใจกับมัน มันก็ไม่ได้จำยากอะไรนะครับ และที่สำคัญ ในชีวิตประจำวันนั้น แม้แต่ฝรั่งเองเขาก็ไม่ได้ใช้ครบทั้ง 12 Tenses ด้วยซ้ำไป

 

3 ช่วงกาลเวลา 4 รูปแบบ รวมเป็น 12 Tenses

ไม่ว่าจะประเทศใดก็ตาม หากเราเอา กาลเวลา มากางออก แล้วกำหนดชื่อให้กับมัน เราก็จะได้ช่วงเวลาที่แบ่งออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ นั่นก็คือ อดีต (Past), ปัจจุบัน​ (Present) และ อนาคต (Future) ครับ ซึ่งทั้ง 12 Tenses นั้น ก็แบ่งกาลเวลาออกเป็น 3 ช่วงนี้เช่นกัน เพียงแต่ในแต่ละช่วงเวลานั้น จะมีอยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบนั้น ก็มี Pattern ที่ตายตัวเลย ได้แก่

  • Simple tense จะเป็นรูปง่ายสุดของ Tense จะเป็นรูปของ ประธาน + กริยา
  • Continuous tense จะเป็นรูปที่ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง มาในรูป ประธาน + กริยาที่เติม ing (เพื่อบอกว่ากำลังกระทำอยู่)
  • Perfect tense จะเป็นรูปที่ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้วแต่ยังมีอิทธิพล หรือ ผลกระทบมาถึงปัจจุบัน มาในรูป ประธาน + Verb to have + กริยาช่องที่ 3
  • Perfect continuous tense การใช้งานจะคล้าย Perfect tense แต่จะสื่อว่าเหตุการณ์นั้นยังไม่สิ้นสุด และยังมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต ซึ่งจะมาในรูป ประธาน + Verb to have + been + กริยาเติม ing

อ่านคำอธิบายข้างต้นแล้วอาจจะมึน แต่ถ้าเอามาเขียนเป็นตาราง เราจะได้แบบนี้ครับ

12 Tenses

หลักการจดจำรูปร่างหน้าตาของ 12 Tenses ก็จะเป็นแบบนี้ครับ

  • ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า รูปพื้นฐานของช่วงกาลเวลา Past, Present และ Future หรือก็คือ Simple tense นั้นเป็นยังไง ซึ่ง
    • Past นั้น จะเป็นรูป S + V2
    • Present นั้นจะเป็นรูป S + V1
    • Future นั้นจะเป็นรูป S + Will/Shall + V1
  • จากนั้น จำว่าอีก 3 รูปที่เหลือ มีลักษณะเป็นยังไง
    • Continuous tense นั้นจะเป็น Verb to be + Ving ครับ
    • Perfect tense นั้นจะเป็น Verb to have + V3 ครับ
    • Perfect continuous tense นั้นจะเป็น Verb to have + been + Ving ครับ
  • และสุดท้าย ก็เอาโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละช่วงกาลเวลามาแปรผันเปลี่ยนรูปตามรูปแบบของ Tense นั่นเอง โดยเอาทั้ง 4 รูปแบบไปผันตาม กริยา (Verb) ของแต่ละช่วงกาลเวลาครับ ซึ่งเราก็จะได้อีก 9 Tenses ที่เหลือแบบนี้
    • Past continuous tense นั้นคือ S +V2 รวมกับ Verb to be + Ving ดังนั้นเมื่อ Ving เปลี่ยนรูปไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยน Verb to be ไปเป็น V2 ซึ่งก็คือ was/were นั่นเอง กลายเป็น S + was/were + Ving ไงล่ะ
    • Present continuous tense นั้น คือ S + V1 รวมกับ Verb to be + Ving ฉะนั้น Verb to be ก็ยังคงอยู่เป็น V1 คือ is/am/are หรือก็คือ S + is/am/are + Ving ครับ
    • Future continuous tense นั้นคือ S + will/shall + V1 เมื่อรวมกับ Verb to be + Ving ของรูป Continuous tense ก็จะกลายเป็น S + will/shall + be + Ving ครับ (ข้อสังเกต: เมื่อมีกริยาช่วยอย่างพวก will/shall หรือ Verb to have มานำหน้า Verb to be มันก็จะไม่เป็นรูป is/am/are/was/were แล้ว แต่จะเป็น be/been แทนครับ)
    • Past perfect tense คือ S + V2 รวมกับ Verb to have + V3 แต่เมื่อมันมี V3 อยู่แล้ว แล้วจะเอากริยาตัวไหนไปแปลงเป็น V2 ล่ะ ก็ต้องเอา Verb to have ไปแปลงไง ซึ่งกริยาช่องที่สองของ Verb to have มีตัวเดียวเลย คือ had ครับ ฉะนั้น Past perfect tense ก็เลยมาในรูป S + had + V3 นั่นเอง
    • Present perfect tense คือ S +V1 รวมกับ Verb to have + V3 ฉะนั้นเราก็ยังคงใช้ Verb to have ในรูปของกริยาช่องที่หนึ่งอยู่ ซึ่งมีสองตัวให้เลือกใช้แล้วแต่ว่าประธานเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ คือ S + has/have + V3 ครับผม
    • Future perfect tense คือ S + will/shall +V1 เมื่อรวมกับ Verb to have + V3 ก็จะกลายเป็น S + will/shall + have + V3 นั่นเอง (ข้อสังเกต: เมื่อเอากริยาช่วยอย่าง will/shall มานำหน้า Verb to have มันก็จะเป็นแค่ have อย่างเดียว ไม่ต้องแปลผันตามพจน์ของประธานแล้ว)
    • Past perfect continuous tense คือ S + V2 รวมร่างกับ Verb to have + been + Ving … ในเมื่อ Ving ก็เปลี่ยนรูปไม่ได้ ส่วน Verb to be ก็ดันอยู่ในรูป been ที่เป็นกริยาช่องสามไปแล้ว (เพราะมันอยู่ในรูปของ Verb to have + V3 ตามหลักของ Perfect tenst) ฉะนั้น ก็เหลือแค่ Verb to have ที่จะเปลี่ยนมาเป็น had ที่เป็นรูปกริยาช่องที่สอง กลายเป็น S + had + been + Ving นั่นเอง
    • Present perfect continuous tense คือ S + V1 รวมร่างกับ Verb to have + been + Ving ก็เช่นกัน มีแค่ Verb to have ที่จะเปลี่ยนรูปได้ เมื่อเปลี่ยนรูปแล้วก็จะได้รูปประโยค S + has/have + been + Ving ครับ
    • Future perfect continuous tense คือ S + will/shall +V1 รวมร่างกับ Verb to have + been + Ving ก็จะกลายร่างเป็น S + will/shall + have + been + Ving นั่นเอง

เอาล่ะ เท่านี้ก็น่าจะพอจำ 12 Tenses กันได้แล้ว ที่เหลือก็แค่ จะเอาแต่ละ Tenses ไปใช้เมื่อไหร่ อย่างไรเท่านั้นเองครับ

 

Read 2 comments

  1. เพิ่งมีโอกาสรู้จักเว็บพี่ก็วันนี้เลยลองเข้ามาอ่านบทความนี้เป็นบทความแรก ทำให้เข้าใจเรื่องโครงสร้างของแต่ละ tense มากขึ้น ขอบคุณพี่กาฝากที่เขียนบทความดีๆนี้ขึ้นมา จะคอยติดตามนะครับ (:

Leave a Reply